Bitcoin เงินในอากาศ

หญิงไทยไอที

คุณผู้อ่านท่านใดที่ชื่นชอบการอัพเดทข่าวสารด้านไอทีคงเคยได้ยินคำว่า "บิทคอยน์" ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Bitcoin" กันบ้างแน่ๆเลยใช่ไหมครับ

ตอนได้ยินคำว่า "บิทคอยน์" ครั้งแรกคุณผู้อ่านเกิดคำถามเหมือนผมไหมครับว่า "มันคืออะไร" แล้วพอเริ่มรู้จักเงินสกุลใหม่นี้ขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ก็เกิดคำถามถัดมาว่า "แล้วมันจะใช้ได้จริงหรือ" อะไรประมาณนั้น (ขอแค่ 2 คำถามก่อนครับ จริงๆมีเยอะกว่านี้)

เพื่อเป็นการอัพเดทข่าวสารด้านไอทีให้กับคุณผู้อ่าน "หญิงไทยไอที" คราวนี้ผมเลยนำเรื่อง "บิทคอยน์" มาคุยกันนะครับ

ประวัติของบิทคอยน์

เริ่มแรกสุดของคำว่าบิทคอยน์ คือปี 2008 ราวเดือนพฤศจิกายนครับ โดยนาย Satoshi Nakamoto (ชื่อนี้ทุกคนมั่นใจว่าเป็นนามแฝง) ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบระบบการเงินผ่านสื่อดิจิทัล โดยในการตีพิมพ์ครั้งแรกนี้ เขาได้ตั้งชื่อว่า "Bitcoin" ครับ แรกๆที่เปิดตัวขึ้นมา ใครก็พากันงง แถมตอนนำไปใช้จริงก็มีปัญหาขลุกขลักมากมาย แต่เพียงไม่นานก็มีนักพัฒนาหลายคนเข้ามาจัดการปัญหาต่างๆในการใช้บิทคอยน์จนหมดสิ้น ทีนี้ล่ะครับบิทคอยน์ก็เลย "เกิด" ขึ้นมาทันที จนกระทั่งมีนักวิชาการบางคนเกิดความกังวลถึงขนาดกล่าวเอาไว้ว่า "บิทคอยน์อาจเป็นโครงการที่อันตรายที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ตก็เป็นได้"

บิทคอยน์ทำงานอย่างไร

หลังจากที่เล่าประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับบิทคอยน์แล้ว ตอนนี้ขอแนะนำเรื่องการทำงานหน่อยนะครับ โดยตอนแรกนี่ผมขอเล่าถึงวิธีการซื้อขายสินค้าแบบดั้งเดิมกันก่อนนะครับ

เริ่มแรกในยุคการใช้เงินซื้อสินค้าเราก็ต้องเลือกสินค้าที่ต้องการก่อน เมื่อเลือกสินค้าได้แล้วเราก็จ่ายเงินให้กับผู้ขาย พอผู้ขายได้รับเงินแล้วจะนำไปใส่ไหฝังดินก็ได้ แต่นั่นไม่สามารถนำมาอธิบายบิทคอยน์ได้ ถ้าจะนำมาอธิบายให้เกี่ยวกับบิทคอยน์ เราต้องนำเงินนั้นไปฝากธนาคารครับ พอฝากแล้วจำนวนเงินที่เราฝากก็จะถูกพิมพ์ลงไปในสมุดคู่ฝาก เรียกว่าฝาก 1,000 ก็บันทึก 1,000 แบบนั้นเลย

สิ่งที่คู่กับสมุดคู่ฝาก คือหมายเลขบัญชีครับ (หรือสมุดบัญชีใครไม่มีหมายเลข ฮุฮุ)

ถ้าเราจะเปลี่ยนมาใช้บิทคอยน์ก็จะมีหลักการคล้ายกันครับ แต่เราต้องไปหาโปรแกรมที่ชื่อ Bitcoin Wallet มาติดตั้งเพื่อใช้งานก่อน โดยโปรแกรมนี้จะสร้างหมายเลขบัญชีที่เรียกว่า Address ให้กับเรา

เวลาที่เราไปซื้อสินค้าก็ต้องไปหาผู้ขายที่เขาใช้บิทคอยน์ด้วย พอตกลงซื้อกันเรียบร้อยแล้วก็จ่ายเงินกันด้วยบิทคอยน์ โดยบิทคอยน์ก็จะวิ่งจากบัญชีของเราไปยังบัญชีของผู้ขายตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวบิทคอยน์จะทำหน้าที่เหมือนเงินในการจับจ่ายใช้ซื้อสินค้า หมายเลขบัญชีหรือ Address ก็จะเหมือนกับหมายเลขบัญชีธนาคาร สุดท้ายการซื้อขายในแต่ละครั้งจะถูกบันทึกเอาไว้ในชื่อ Block Chain

ความต่างอีกนิดในบิทคอยน์คือเรื่องทั้งหมดนี่ไม่มีธนาคารมาเกี่ยวด้วยเลยแม้แต่น้อย

ไม่มีธนาคารแล้วธุรกรรมทำอย่างไร

เนื่องจากบิทคอยน์ไม่ใช่เงินจริงๆ แต่เป็นเงินเสมือนที่ใช้งานกันบนอินเทอร์เน็ต ก็เลยไม่มีธนาคารมาเกี่ยวข้อง แต่จะอาศัยการทำงานของ Miners ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่รันโปรแกรม Bitcoin Mining Software ที่เครื่องของ Miners เอง โดยโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่โยกย้ายบิทคอยน์ระหว่างหมายเลขบัญชีตามที่มีการใช้จ่ายเกิดขึ้น

แล้ว Miners ได้อะไร

ถ้าเป็นธนาคาร เราจะต้องเสียค่าบริการทุกครั้งในการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะโอนเงิน (ต่างธนาคาร) การซื้อขายระหว่างประเทศ เรียกว่าถ้ามีการโยกย้ายเงินเมื่อไหร่ก็ต้องมีการจ่ายเงินแทบทั้งสิ้น

แต่กับบิทคอยน์นี่ต่างกันครับ เพราะการทำธุรกรรมต่างๆ จะผ่านทาง Miners ซึ่งเราสามารถเลือกว่าจะให้ค่าธรรมเนียมกับ Miners หรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่ให้อาจต้องรอนานหน่อยนะครับ ในทางตรงข้ามถ้าให้ค่าบริการก็จะทำให้การโอนบิทคอยน์เกิดขึ้นเร็ว คงคล้ายกับเช็คที่รอการเคลียริ่งกระมังครับ ที่ฝากวันนี้อาจต้องรอพรุ่งนี้หรืออีก 2-3 วันกว่าเงินจะเข้าบัญชี (เผลอบางทีมีสปริงติดมากับเช็คด้วย)

อ้อ! เวลาจ่ายค่าธรรมเนียมก็จ่ายเป็นบิทคอยน์นะครับ ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปกติ

ข้อดีของบิทคอยน์

เล่าเรื่องบิทคอยน์มาตั้งมากมาย ตอนนี้ก็ถึงบทสรุปแล้วครับว่าบิทคอยน์นั้นมีข้อดีอย่างไร โดยผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ

1. เงินถูกขโมยได้ยาก เรียกว่าเป็นข้อดีอย่างนึงของบิทคอยน์ก็ว่าได้ครับ เพราะเงินของเราจะถูกเก็บเอาไว้ใน Bitcoin Wallet ซึ่งการแฮกทำได้ยากมาก แต่ก็เคยมีข่าวถูกแฮกนะครับ แต่ไม่บ่อย

2. ไม่ต้องสนใจอัตราแลกเปลี่ยน อันนี้ก็เป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งครับ คือถ้าคิดจะซื้อขายสินค้ากันก็บอกราคากันเป็นบิทคอยน์ไปเลย เวลาจะจ่ายเงินก็จ่ายเป็นบิทคอยน์ ทำให้ไม่ต้องยุ่งยากในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวัน

3. แลกเงินได้หลายประเทศ อันนี้ก็ยังถือเป็นข้อดีอยู่ เพราะถ้าเรามีบิทคอยน์อยู่ใน Wallet เวลาเดินทางไปต่างประเทศที่เขานิยมใช้บิทคอยน์ (เช่น ประเทศจีน) เราก็สามารถหาแหล่งแลกเงิน เพื่อให้กลายเป็นเงินจริงๆ สำหรับนำไปซื้อของในประเทศนั้นได้

ข้อเสียของบิทคอยน์

ในเมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย แถมข้อเสียของบิทคอยน์ก็น่ากลัวซะด้วย เริ่มตั้งแต่ปี 2009 โดยปีนั้น บิทคอยน์ไม่มีราคาอะไรเลย เป็นเพียงเงินสมมติที่ใช้กันบนอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็เริ่มมีราคาประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ ตอนต้นปี 2011 พอมาถึงปีนี้ (2014) บิทคอยน์มีราคาถึง 700 เหรียญสหรัฐ ต่อ 1 บิทคอยน์

เวลาเพียง 5 ปี อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้นยิ่งกว่าอัตราแลกเปลี่ยนใดๆในโลก

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยเรายังไม่ยอมรับบิทคอยน์ เพราะการที่อัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฟองสบู่แตกขึ้น ถึงจะเป็นฟองสบู่บนอินเทอร์เน็ตก็เถอะ แต่หลายคนก็เอาเงินจริงไปแลกบิทคอยน์เพื่อหวังเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ใครคิดจะเล่นบิทคอยน์ก็คอยดูอัตราแลกเปลี่ยนดีๆนะครับ